เยี่ยมชม Mitradeเทรดกับ เว็บ Mitradeเทรดกับ แอพ Mitradeเทรดกับ แอพ Mitrade
สแกนเพื่อดาวน์โหลด
เกี่ยวกับเรา
Mitrade Logoมุมมองการลงทุน

Blockchain(บล็อกเชน)คืออะไร?วิธีการลงทุนใน Blockchain

So Preciso|10 พ.ย. 2564 08:19 น.
20387

Blockchain(บล็อกเชน) น่าจะเป็นชื่อที่นักลงทุนสายคริปโตคุ้นเคยกันดี แต่ Blockchain(บล็อกเชน) คืออะไร ทำงานอย่างไร มีความได้เปรียบและจุดอ่อนอย่างไร ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain มีอะไรบ้างและที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะลงทุนใน Blockchain ได้อย่างไร คราวนี้เราจะตามไปดูกัน

Blockchain(บล็อกเชน) คืออะไร

Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถทำการส่งข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยคนกลางด้วยความปลอดภัยและน่าเชื่อถือสูง


หลาย ๆ ครั้งที่เราได้ยินคำนี้ แต่สำหรับตัว Blockchain แล้วมันคือบล็อก(Block) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ แต่ละบล็อกจะเรียงร้อยเชื่อมต่อกันเป็นสายยาว(Chain) อย่างมีลำดับเฉพาะเจาะจงจนกลายเป็นเครือข่ายข้อมูลบล็อกที่นำมาเรียงต่อกันเหมือนกับชื่อที่เราเรียก Blockchain

Blockchain(บล็อกเชน) ทำงานอย่างไร

Blockchain มีคุณสมบัติที่น่าสนใจคือ Blockchain จะถูกแทรกแซง ปรับเปลี่ยน หรือแฮ็กข้อมูลในเครือข่ายได้ยากมาก


เพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนี้ได้ มันทำงานยังไงกันแน่? 

 

1.รหัสแฮช

อย่างแรก แต่ละบล็อกที่สร้างขึ้นจะมีรหัสประจำบล็อกที่เรียกว่ารหัสแฮช ซึ่ง Blockchain ประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ

 

ส่วนประกอบของ Blockchain


1)ข้อมูล (Data) ที่เก็บรักษาอยู่ในแต่ละบล็อก เช่น Blockchain ของ Bitcoin จะเก็บข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผู้ส่ง ผู้รับ และจำนวนเหรียญที่โอน


2)รหัสแฮช (Hash) ซึ่งเป็นรหัสบ่งบอกตัวบล็อกเป็นการเฉพาะ โดยที่จะไม่มีการซ้ำกันเหมือนลายนิ้วมือหรือเลขบัตรประชาชนของเรา หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบล็อก รหัสแฮชก็จะถูกเปลี่ยนตามไปด้วย และถ้าลายนิ้วมือของบล็อกเปลี่ยนไป มันก็ไม่ใช่บล็อกเดิมอีกต่อไป


3)รหัสแฮชของบล็อกก่อนหน้า (Previous Hash)


แต่ละบล็อกจะร้อยเรียงต่อกันด้วยข้อมูลเหล่านี้ 


ตอนนี้เราขอยกตัวอย่างการทำงานของ Blockchain ของ Bitcoin เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น


ที่นี่มีบล็อก 3 บล็อก


ตัวอย่างการทำงานของ Blockchain


 ● บล็อกที่ 1 มีรหัสแฮช A24 บรรจุข้อมูล 5 BTC จากคุณกอล์ฟ โอนให้คุณปู โดยมีรหัสบล็อกก่อนหน้า 000

 ● บล็อกที่ 2 มีรหัสแฮช 12B บรรจุข้อมูล 3 BTC จากคุณปู โอนให้คุณมาลี โดยมีรหัสบล็อกก่อนหน้า A24 

 ● บล็อกที่ 3 มีรหัสแฮช 5C3 บรรจุขอ้มูล 2 BTC จากคุณมาลี โอนให้คุณฟ้า โดยมีรหัสบล็อกก่อนหน้า 12B 


ดังนี้เราจะเห็นว่าการเก็บข้อมูลของเครือข่ายนี้จะมีการเรียงเป็นลำดับ เชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยรหัสแฮช จนกลายเป็นเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่ และข้อมูลชุดนี้จะถูกเก็บอยู่ในทุก ๆ บล็อกที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย การเข้าไปวุ่นวายกับข้อมูลในบล็อกจะทำให้รหัสแฮชเปลี่ยนซึ่งจะส่งผลต่อการยืนยันบล็อกถัดไป ส่งผลให้บล็อกทีเหลือในสายจะไม่สามารถยืนยันได้และกลายเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ไปในทันที


2.ระบบฉันทามติ (Consensus)

นอกจากนี้ Blockchain ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำระบบฉันทามติ (Consensus) เข้ามาใช้ เช่น สำหรับ Bitcoin มีการใช้ระบบฉันทามติ Proof-of-Work (PoW) ที่จะให้เวลาราว ๆ 10 นาทีในการแก้รหัสและสร้างบล็อกใหม่ขึ้นมา ซึ่งหากมีใครอยากแฮ็กระบบนี้ใช่วงนี้ก็ต้องเข้าไปเปลี่ยนรหัสแฮชในบล็อกอื่น ๆ ในสายเชนทั้งหมดก่อนที่บล็อกใหม่จะเพิ่มเข้ามา ซึ่งจำนวนบล็อกในสายเชนของ Bitcoin ก็มีเป็นร้อยเป็นพันบล็อก วิธีแฮ็กแบบนี้จึงเป็นไปได้ยากมาก


ระบบฉันทามติ Proof-of-Work (PoW)


3.เครือข่าย Peer-to-Peer (P2P) 

กลไกสุดท้ายที่ช่วยให้ Blockchain มีความเสถียรและถูกแทรกแซงได้ยากนั่นก็คือ Blockchain ไม่มีตัวกลางที่มีอำนาจในการจัดการระบบเครือข่าย แต่มีการใช้เครือข่าย Peer-to-Peer (P2P) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ในเครือข่ายเป็นผู้ตรวจสอบกันเอง กล่าวคือเมื่อผู้ใช้ทำการลงโปรแกรมเข้ามาใช้งาน Blockchain ก็จะมีสถานะเป็นโหนด (Node) 


โหนดเหล่านี้จะเป็นผู้เก็บรักษาข้อมูลของ Blockchain ทั้งหมด ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบด้วย ซึ่งหากมีใครต้องการควบคุม Blockchain นี้ก็สามารถทำได้ด้วยการควบคุมโหนดในจำนวนที่มากพอที่จะสร้างฉันทามติที่ต้องการขึ้นมาได้ แต่การเข้าควบคุมโหนดจำนวนมากพอในเวลาอันสั้นก็นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากจนแทบไม่มีโอกาสเลย


และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างบล็อกใหม่ขึ้นในเครือข่าย


การสร้างบล็อกใหม่ขึ้นในเครือข่าย Peer-to-Peer (P2P)


1) บล็อกใหม่จะถูกส่งไปยังทุกโหนดหรือผู้ใช้ทุกคนในเครือข่าย

2) แต่ละโหนดทำการยืนยันบล็อกใหม่และตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลในบล็อกนั้นไม่มีการแทรกแซง

3) เมื่อทุกโหนดตรวจสอบและยืนยันเรียบร้อยก็จะเก็บบล็อกใหม่นั้นเข้าไปเป็นบล็อกหนึ่งในสายบล็อกเชนของตัวเอง


ทุกโหนดในกระบวนการนี้จะเป็นผู้สร้างฉันทามติ และเป็นผู้ให้การเห็นชอบร่วมกันว่าบล็อกไหนถูกต้องใช้ได้หรือบล็อกไหนผิดพลาดใช้ไม่ได้ และจะปฏิเสธบล็อกที่มีการเข้าไปแทรกแซงข้อมูลให้ผิดไป



ซึ่งสรุปได้ว่า การตั้งใจจะเข้าไปแทรกแซงข้อมูลในบล็อกเชนให้สำเร็จนั้นจำเป็นต้องเข้าไปเปลี่ยนข้อมูลของบล็อกทั้งหมดในสาย ย้อนกระบวนการ Proof-of-Work ของแต่ละบล็อก แล้วเข้าควบคุมเครือข่าย Peer-to-Peer นั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ความได้เปรียบและจุดอ่อนของเทคโนโลยี Blockchain

ด้วยการออกแบบเทคโนโลยีการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยสูงนี้ ทำให้ Blockchain สร้างความได้เปรียบให้กับผู้ใช้งาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องคำนึงถึงดังนี้


ความได้เปรียบของเทคโนโลยี Blockchain

 ●  มีความปลอดภัยสูงขึ้นอีกระดับ

 เทคโนโลยี Blockchain มีการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของระบบที่ดีขึ้นกว่าเทคโนโลยีเก็บรักษาข้อมูลในยุคก่อน โดยหากข้อมูลถูกเข้ารหัสและเก็บรักษาไว้ในบล็อกแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ลบ หรือแก้ไขได้อีก


 ●  มีความโปร่งใส

 เครือข่าย Blockchain ได้ชื่อว่าเป็นเครือข่ายที่กระจายศูนย์ โดยไม่มีผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งสามารถกำกับควบคุมระบบได้ ทำให้ระบบนี้มีความโปร่งใสสูง สามารถตรวจสอบได้


 ●  ช่วยลดต้นทุน

 เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่มีตัวกลาง การใช้งาน Blockchain จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับตัวกลางแต่อย่างใด ยังคงมีเพียงต้นทุนค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มเท่านั้น ที่ราคาจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับปริมาณการรองรับธุรกรรมที่ระบบรับได้ (Scalability)


 ●  สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 

ด้วยระบบที่ออกแบบมาให้สามารถตรวจสอบข้อมูลของบล็อกย้อนไปยังต้นสายได้ ทำให้การตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในเครือข่าย Blockchain

 

 ●  ประหยัดเวลาและให้ประสิทธิภาพสูง 

Blockchain เป็นระบบที่ช่วยให้ประหยัดเวลาเพื่อให้ประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลได้สูงสุด โดยสามารถตัดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากมนุษย์ในการคำนวณของระบบออกไปได้ทั้งหมด เนื่องจากทั้งการเก็บข้อมูลและประมวลผลสามารถทำได้บนแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่ต้องอาศัยแรงงานคน ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงและรวดเร็ว


จุดอ่อนของเทคโนโลยี Blockchain

 ●  ไม่สามารถรองรับการเก็บข้อมูลจำนวนมากได้ 

อย่างไรก็ดีระบบบล็อกเชนของเจ้าต่าง ๆ ในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการรองรับขนาดการใช้งานที่สูงขึ้น (Scalability) ถึงอย่างนั้นด้วยเทคโนโลยีที่ยังคงก้าวไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง ปัญหานี้อาจจะสามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน


 ●  ในทางทฤษฎีระบบนี้สามารถถูกแฮ็กได้ 

ยังมีคนกล่าว่าในทางทฤษฎีบล็อกเชนสามารถถูกแฮ็กได้ เช่น การแฮ็ก Bitcoin ที่ในทางทฤษฎีหากสามารถควบคุมผู้ใช้เกินกว่า 51% ได้ก็จะสามารถควบคุมระบบได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังต้องบอกว่าวิธีการนี้แม้เป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


 ●  ใช้พลังงานสูง 

เนื่องจากการออกแบบระบบให้อ้างอิงกับการโค้ดดิ้งและมีการประมวลผลสูง ทำให้ Blockchain เป็นระบบที่กินไฟ และจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในการขับเคลื่อนระบบอย่างสำคัญ


 ●  ยังไม่มีสถานะที่ถูกกำกับดูแลอย่างจริงจัง 

จนถึงปัจจุบันที่ Blockchain ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย Blockchain ก็ยังไม่มีสถานะการถูกตรวจสอบหรือวางกฎระเบียบจากองค์กรใด ซึ่งแน่นอนว่า Blockchain ถูกสร้างขึ้นเพื่อดิสรัปองค์กรเก่า ๆ อย่าง ธนาคาร หน่วยงานราชการ รวมถึงสถาบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการธุรกรรม และองค์กรเหล่านี้ย่อมไม่ต้องการให้เทคโนโลยีนี้ได้ถูกรับรองและนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain

จากจุดเด่นและข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Blockchain อย่างที่กล่าวไปแล้ว ทำให้ปัจจุบันเทคโนโลยีตัวนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain


●  ธุรกิจการเงิน 

เป็นธุรกิจแรก ๆ ที่นำ Blockchain มาประยุกต์ใช้ ซึ่งหากไม่นับรวมบรรดาสกุลเงินดิจิตทัลต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีโครงการอินทนนท์ของธนาคารกลางแห่งประเทศไทยที่จะนำ Blockchain มาประยุกต์ใช้กับบาทดิจิทัล และคาดว่าจะเข้ามาแทนระบบบาทเน็ตที่ใช้ทำธุรกรรมระหว่างธนาคารกันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีโครงการ JFIN ของ JMART ที่นำมาใช้จัดทำข้อมูลลูกค้าและ Credit Score สำหรับระบบกู้ยืมเงินออนไลน์


●  ธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน 

บริษัท IBM ได้สร้างโปรเจกต์ Food Trust Blockchain ขึ้นมาเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ โดยหวังว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ ที่สามารถใส่ข้อมูลที่มาของพัสดุเพื่อให้ผู้รับสามารถตรวจสอบที่มาย้อนกลับไปได้อย่างแม่นยำและไม่สามารถปลอมแปลงได้


●  ระบบการโหวต 

Blockchain สามารถนำมาใช้สร้างระบบโหวตที่มีประสิทธิภาพได้ ด้วยการที่ระบบนี้มีความสามารถป้องกันการโกงการโหวตได้ โดยที่การเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งยังมีความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบกระบวนการโหวตได้ และสามารถลดต้นทุนการตรวจสอบที่จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่มีคนจำนวนมากที่ต้องข้ามาร่วมตรวจสอบและคำนวณผลได้

จะลงทุนใน Blockchain ได้อย่างไร

มาถึงตรงนี้เราจะพบว่า Blockchain กลายเป็นผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมในธุรกิจที่หลากหลาย และหากใครที่ยังมองไม่เห็นลู่ทางการลงทุนใน Blockchain ว่าจะสามารถสร้างความได้เปรียบหรือสร้างผลกำไรให้กับตนเองในฐานะนักลงทุนได้อย่างไร เหตุผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ที่ว่าทำไมเราถึงควรลงทุนใน Blockchain อาจมีคำตอบให้


 ● Blockchain เข้ามายกระดับขีดความสามารถในการทำธุรกิจหลายประเภท ช่วยปลดล็อกความสามารถในการสร้างผลกำไรที่สูงขึ้นในระยะยาว


 ● Blockchain เป็นที่หมายตาของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายบริษัท เช่น Amazon Microsoft หรือ Salesforce.com.


 ● โลกหลังโควิด-19 กำลังเปลี่ยนสู่สังคมดิจิทัลเร็วขึ้น Blockchain สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่างเช่น Cloud Computing, E-Commerce และ AI สร้างขีดความสามารถในการตอบสนองเป้าหมายที่สูงขึ้น


ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงให้คำนึงถึงในด้าน


 ● สกุลเงินดิจิทัลที่สร้างขึ้นจาก Blockchain นั้นมีความผันผวนสูง การเข้าไปซื้อสินทรัพย์เหล่านี้อาจตามมาด้วยผลขาดทุนได้

 ● สกุลเงินดิจทัลหลายตัวรองรับด้วยระบบ Blockchain ของตัวเอง แต่บางสกุลก็ไม่ได้มีโปรเจกต์ Blockchain รองรับแบบนั้น


ถึงตรงนี้หากมีใครเริ่มสนใจการลงทุนใน Blockchain และเหล่านี้คือวิธีการลงทุนใน Blockchain ที่กำลังได้รับความนิยม


1.ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล


ลงทุนใน Blockchain ด้วยการซื้อสกุลเงินดิจิตอล


1) ซื้อสกุลเงินดิจิทัล 

วิธีนี้เป็นการลงทุนโดยการเข้าซื้อสกุลเงินดิจิทัลชนิดต่าง ๆ เช่น Bitcoin, Ethereum, Litecoin และ Ripple ที่ราคาต่ำมาเก็บไว้ และเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นก็ขายออกไปเพื่อรับรู้ส่วนต่างของราคาเป็นผลกำไร ซึ่งวิธีนี้มีข้อดีและข้อเสียได้แก่


 ● ข้อดี

-เป็นวิธีที่ทำให้นักลงทุนได้ถือครองและเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลนั้นจริง ๆ ทำให้สามารถได้ดอกผลจากการถือ เช่น Airdrop Token ได้


-เป็นวิธีที่ไม่มีต้นทุนในการถือครองตามเวลา ทำให้สามารถถือได้ในระยะยาวโดยไม่มีต้นทุนอย่างดอกเบี้ยเพิ่มเติม


 ● ข้อเสีย

-มีความเสี่ยงจากการถือครอง ที่มักพบปัญหาการถูกโจรกรรมเหรียญ หรือลืม Private Key ที่อาจทำให้สูญเสียเหรียญทั้งหมดไปได้


-สามารถทำกำไรได้ในทิศทางราคาขาขึ้นอย่างเดียว นั่นคือจำเป็นต้องขายให้ได้แพงกว่าที่ซื้อมาเท่านั้น


-เป็นการลงทุนที่ต้องซื้อขายด้วยเงินเต็มจำนวน ลดโอกาสที่จะนำเงินบางส่วนไปลงทุนด้านอื่นให้เงินทุนงอกเงยต่อไป


การลงทุนแบบนี้ทำได้โดยการสมัครบัญชีซื้อขายกับกระดานซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล เช่น Coinbase ,Binance, Satang, Bitkub เป็นต้น หรือหากต้องการปกป้องเงินทุนจากความเสี่ยงในการถือครองก็อาจเลือกลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงราคาสกุลเงินดิจิทัลแทนก็ได้


2) ซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงราคาบนเหรียญสกุลเงินดิจิทัล

วิธีนี้แม้จะไม่ได้ทำให้นักลงทุนได้เป็นเจ้าของเหรียญจริง ๆ แต่ก็สามารถสร้างโอกาสให้นักลงทุนสร้างผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเหรียญสกุลเงินดิจิทัลได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงจากการเก็บรักษาเหรียญ โดยตราสารอนุพันธ์มักมีลักษณะเป็นสัญญาที่มีราคาเคลื่อนไหวตามราคาของสินทรัพย์อ้างอิง โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องวางเงินเต็มจำนวนในการซื้อขาย ซึ่ง CFD หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่างถือได้ว่าเป็นที่นิยมในกลุ่มนักเทรดทั่วโลกมากที่สุด


 ● ข้อดี

-การเทรด CFD ไม่มีความเสี่ยงจากการถือครองเหรียญสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากสามารถทำกำไรได้แม้ไม่ได้มีสินทรัพย์อยู่ในมือ


-สามารถทำกำไรได้ทั้งทิศทางราคาขาขึ้นและขาลง โดยการเปิด Long หากมองว่าแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้น หรือ เปิด Short เมื่อมองว่าทิศทางราคาเป็นขาลง


-เป็นการเทรดที่มีอัตราทด เป็นการช่วยขยายความสามารถในการทำกำไรในทางหนึ่ง


 ● ข้อเสีย

-หากเทรดด้วยอัตราทดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากไม่เพียงเป็นการขยายความสามารถในการทำกำไร แต่ยังสามารถทำให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมากด้วยเช่นกัน (เคล็ดลับ: สำหรับการเทรดสกุลเงินดิจิทัล Mitrade เสนอค่าเลเวอเรจ 1/2/5/10 เท่าและเทรดเดอร์สามารถปรับค่าเลเวอเรจเองได้ สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่หรือเทรดเดอร์ที่ไม่อยากเสี่ยงสูงมาก สามารถปรับค่าเลเวอเรจเป็น 1 เท่า เท่ากับการเทรดแบบไม่มีเลเวอเรจ ทำให้ความเสี่ยงในการเทรดได้ลดลง)


-มีค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามวัน ซึ่งเรทจะขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์ เช่น อัตราค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน Bitcoin ของ Mitrade อยู่ที่ราว 0.03 – 0.06% ต่อคืน ซึ่งถือว่าต่ำมาก หากเทรดในวันเดียวก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้(เคล็ดลับ: ที่ Mitrade สำหรับการเทรดสกุลเงินดิจิทัล หากเทรดด้วยเลเวอเรจ 1 เท่า จะไม่มีค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน)


เทรดสกุลเงินดิจิตอลกับ MiTrade เดี๋ยวนี้>>


2.ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเทคโนโลยี Blockchain


ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเทคโนโลยี Blockchain


จากที่เล่าไปแล้วตอนต้นว่าปัจจุบัน Blockchain ถูกนำมาใช้งานจริงในบริษัทมากมาย ซึ่งนักลงทุนสามารถมองหาโอกาสในการเข้าลงทุนได้ไม่ต่างจากการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล และการลงทุนรูปแบบนี้ทำได้โดย


1) ซื้อหุ้นบริษัทที่ลงทุนใน Blockchain 

ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนมากที่เข้าไปลงทุนใน Blockchain ในประเทศไทย เช่น บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เข้าลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลโดยตรง และ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้ให้บริการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูป Token 


ส่วนในต่างประเทศยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีอย่าง PayPal Holding (NASDAQ:PYPL) ที่ให้บริการรับชำระด้วย Bitcoin ผ่านบริษัทในเครืออย่าง Braintree และกำลังพัฒนาฟีเจอร์ซื้อขาย Blockchain & สกุลเงินดิจิทัลอยู่ด้วย


เช่นเดียวกับ Square's (NYSE:SQ) บริษัทแอปพลิเคชั่นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่อนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อขาย Bitcoin ได้ บริษัทผู้ให้บริการชำระเงินที่มาก่อนอย่าง Visa (NYSE:V) และ Mastercard (NYSE:MA) เองก็กำลังร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัปเกี่ยวกับ Blockchain และ สกุลเงินดิจิทัลเพื่อเข้าร่วมวงการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจครั้งนี้


สำหรับ Facebook (NASDAQ:FB) บริษัทผลิตสื่อสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดก็กำลังสร้างโปรเจกต์ Libra เพื่อใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่าโปรเจกต์นี้ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนจากรัฐบาล แต่โปรเจกต์นี้ก็จะทำให้ผู้ใช้กว่า 2 ร้อยล้านรายบน Facebook สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินด้วย blockchain ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง


นอกเหนือไปจากบริษัทเทศยักษ์ใหญ่แล้ว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังต้องเริ่มจากการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชิ้นเล็ก ๆ และ NVIDIA (NASDAQ:NVDA) กับ AMD (NASDAQ:AMD) ก็ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนการเติบโตของสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่บริษัทก่อนหน้าอย่าง Intel (NASDAQ:INTC) เองก็ยังปรับตัวด้วยการเข้าเป็นพันธมิตรกับนักพัฒนาบล็อกเชนเพื่อสร้างนวัตกรมให้กับบริษัทด้วยเช่นกัน


 ● ข้อดี

-ทำให้นักลงทุนได้เป็นเจ้าของหุ้นจริง ๆ และได้สิทธิเหมือนผู้ถือหุ้นทั่วไปทุกประการ


-สามารถถือสถานะได้ในระยะยาวโดยไม่มีต้นทุนในการเก็บรักษา จึงเหมาะมากสำหรับการลงทุนในระยะยาว


 ● ข้อเสีย

-เป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนมาก และต้องวางเงินเต็มจำนวนในการซื้อขาย


-การซื้อขายหุ้นในต่างประเทศนั้น สำหรับนักลงทุนไทยจะมีการเปิดบัญชีที่ยุ่งยาก ใช้เอกสารมากมาย และมีต้นทุนค่าธรรมเนียมการซื้อขายสูง


-ใช้ทำกำไรได้ในทิศทางราคาขาขึ้นเท่านั้น นั่นคือต้องขายให้ได้แพงกว่าที่ซื้อมาจึงจะได้กำไรเท่านั้น


หากนักลงทุนสนใจการซื้อขายหุ้นแบบนี้สามารถติดต่อโบรกเกอร์ไทย ซึ่งส่วนใหญ่ให้บริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศด้วยอยู่แล้ว แต่จะแตกต่างกันเพียงเงื่อนไขการเปิดบัญชีและการคิดค่าธรรมเนียม หรือหากต้องการเทรดหุ้นในระยะสั้นด้วยขั้นตอนการเปิดบัญชีที่ง่ายกว่า ก็สามารถเลือกการเทรดอนุพันธ์ที่อ้างอิงบนราคาหุ้นบริษัทที่ลงทุนใน Blockchain แทน


2) เทรดอนุพันธ์ที่อ้างอิงบนราคาหุ้นบริษัทที่ลงทุนใน Blockchain

วิธีนี้นักลงทุนสามารถทำกำไรในหุ้นได้เช่นเดียวกับที่กล่าวไปข้างต้น เพียงแต่ไม่ได้ถือครองหุ้น แต่ยังคงมีข้อได้เปรียบอีกหลายประการ


 ● ข้อดี

-ใช้เงินลงทุนน้อย เนื่องจากสามารถวางเงินเพียงบางส่วนได้


-เทรดด้วยอัตราทด ช่วยขยายขีดความสามารถในการทำกำไร แม้ใช้เงินลงทุนน้อยก็สามารถคาดหวังผลกำไรจำนวนมากได้


-การเปิดบัญชีซื้อขายทำได้ง่าย ไม่มีค่าธรรมเนียม สเปรดราคาต่ำ


-สามารถทำกำไรได้ทั้งทิศทางราคาขาขึ้นและขาลง 


 ● ข้อเสีย

-มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีการนำอัตราทดมาใช้ ซึ่งสามารถขยายผลขาดทุนเป็นจำนวนมากได้เช่นกัน(เคล็ดลับ: สำหรับการเทรดหุ้น Mitrade เสนอค่าเลเวอเรจ 1/2/5/10 เท่าและเทรดเดอร์สามารถปรับค่าเลเวอเรจเองได้ สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่หรือเทรดเดอร์ที่ไม่อยากเสี่ยงสูงมาก สามารถปรับค่าเลเวอเรจเป็น 1 เท่า เท่ากับการเทรดแบบไม่มีเลเวอเรจ ทำให้ความเสี่ยงในการเทรดได้ลดลง)


-มีค่าธรรมเนียมการถือสถานข้ามคืน ซึ่งเรทนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละโบรก สำหรับ MiTrade คิดค่าธรรมเนียมถือหุ้นเช่น FACEBOOK ที่ประมาณ 0.03% ต่อวัน หากเทรดในวันเดียวก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้(เคล็ดลับ: ที่ Mitrade สำหรับการเทรดหุ้น หากเทรดด้วยเลเวอเรจ 1 เท่า จะไม่มีค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน)


เทรดกับ Mitrade เดี๋ยวนี้ >>  

『 ค่าธรรมเนียม 0 สเปรดต่ำ 』

『 ฟรีเงินเสมือนจริง $50,000 USD』

『 ฟรีเครื่องมือการจัดการความเสี่ยง 』


จากที่กล่าวมาทั้งหมด การลงทุนด้วยตราสารอนุพันธ์เช่น CFD (Contract for Difference ภาษาไทยเรียกว่า สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) จะทำให้นักลงทุนสามารถเทรดสินค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่ สกุลเงินดิจิตอล หุ้น จนถึง forex ทองคำ น้ำมัน ดัชนีและสินค้าอีกมากมาย เรียกได้ว่าเพียงบัญชีเดียวก็สามารถเทรดสินค้าได้ครอบคลุม ซึ่งนอกจากเป็นการขยายโอกาสในการลงทุนแล้วก็ยังเป็นตัวเลือกในการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย


Mitrade เป็นโบรกเกอร์ CFD ที่มีความน่าเชื่อถือสูงและการันตีด้วยรางวัลระดับอุตสาหกรรมมากมาย โดย Mitrade ได้รับการกำกับดูแลจากหลายหน่วยงานที่มีอำนาจ รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนของออสเตรเลีย (ASIC) และ หน่วยงานด้านการเงินของเกาะเคย์แมน (CIMA) ทำให้การทำธุรกรรมและการดำเนินงานต้องเป็นไปตามข้อบังคับของ ASIC และ CIMA


ใบอนุญาตของ Mitrade


เงินทุนของลูกค้าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีทรัสต์แยกต่างหากจากบัญชีบริษัท หากในกรณีที่ Mitrade ล้มละลาย เงินทุนลูกค้าก็ยังคงถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและถูกส่งกลับคืนได้ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเงินทุน


Mitrade เสนอผลิตภัณฑ์ให้นักลงทุนหลากหลาย รวมถึง

 ●  สกุลเงินดิจิทัล 9 สกุล: Bitcoin, Bitcoin Cash, Litecoin, Ethereum, Cardano, dogecoin, DOT, Solana และ Uniswap

 ●  หุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ 90 ตัว เช่น Facebook, PayPal, NVIDIA, Square's และ Google 

 ●  คู่สกุลเงิน 60 คู่ เช่น AUD/USD, EUR/USD, GBP/USD, GBP/JPY, USD/CHF   

 ●  สินค้าโภคภัณฑ์ 11 ชนิด เช่น ทองคำ, เงิน, น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, กาแฟ

 ●  ดชันีหุ้น 12 ชนิด เช่น NASDAQ100, S&P500 HSI, DJA30, NIKKEI 225


และยังมีแนวโน้มเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ ให้เทรดเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต


โดยลูกค้าที่สนใจสามารถเปิดบัญชีและทำการซื้อขาย CFD กับ Mitrade ได้ด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ


3 ขั้นตอนในการเทรดกับ Mitrade

หรือหากยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ก็สามารถเปิด บัญชีเทรดทดลอง เพื่อทำการฝึกฝนด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD ที่อยู่ในบัญชีโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


คลิกเปิดบัญชีทดลองของ Mitrade

*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา โปรดทราบว่าท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์


เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

So Preciso
ประสบการณ์: - อดีตที่ปรึกษาทางการเงิน ความชำนาญเฉพาะการวิเคราะห์เชิงมหภาค วิเคราะห์อุตสาหกรรม และการวิเคราะห์เชิงเทคนิค - นักลงทุนที่คลุกคลีอยู่ในตลาดมานานกว่า 10 ปี
Mitrade Logo
มุมมองการลงทุน
อำนวยเนื้อหาคอลัมน์ที่มีคุณภาพสูงแก่นักลงทุนทั่วโลก

คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง: การซื้อขายอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมด การซื้อขายอนุพันธ์แบบ OTC อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน โปรดพิจารณาเอกสาร PDS, FSG, คำชี้แจงการเปิดเผยความเสี่ยงและข้อตกลงลูกค้าก่อนใช้บริการของเรา และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โปรดทราบว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีผลประโยชน์ใด ๆ ในสินทรัพย์อ้างอิง

ขยาย