เยี่ยมชม Mitradeเทรดกับ เว็บ Mitradeเทรดกับ แอพ Mitradeเทรดกับ แอพ Mitrade
สแกนเพื่อดาวน์โหลด
เกี่ยวกับเรา
Mitrade Logoมุมมองการลงทุน

QE หรือ Quantitative Easing คืออะไร?

ผู้เขียน
So Preciso|อัพเดทครั้งล่าสุด 18 พ.ย. 2564 07:19 น.
5048

ทุกสำนักเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด19 จะนำมาซึ่งวิกฤต และทุกวิกฤตจะมีธนาคารกลางของแต่ละประเทศขี่ม้าขาวเข้ามากอบกู้และรักษาเสถียรภาพทางการเงินเอาไว้ โดยมีอาวุธเป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างการแทรกแซงอัตราดอกเบี้ย การชี้นำตลาด หรือ การเข้าซื้อ-ขายพันธบัตรรัฐบาล (Open-Market Operation) แต่ด้วยความซับซ้อนของระบบการเงินในปัจจุบันรวมถึงวิกฤตการเงินที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น มาตรการเดิม ๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผลทำให้เกิดเครื่องมือใหม่เข้ามาแทนที่ และเครื่องมือที่เป็นที่กล่าวขวัญที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมาก็คงหนีไม่พ้น 


‘มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ’ หรือที่พูดกันติดปากว่า QE - Quantitative Easing ที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินไปทั่วโลก แต่มาตรการนี้ก็ยังคงทิ้งคำถามคาใจนักลงทุนหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น QE หรือ Quantitative Easing คืออะไร? QE ทำงานอย่างไร? หรือแม้แต่การนำ QE มาใช้ส่งผลกระทบอะไรตามมาบ้าง? และคำถามสำคัญคือนักลงทุนจะรับมือกันอย่างไร? เหล่านี้คือสิ่งที่เราจะมาพูดคุยและหาคำตอบกัน

QE คืออะไร? มีกลไกการทำงานอย่างไร?

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE (Quantitative Easing) คือมาตรการทางการเงินแบบพิเศษที่ธนาคารกลางทำการเพิ่มปริมาณเงินหรือสภาพคล่อง (Liquidity) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการเข้าซื้อตราสารทางการเงินระยะยาวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบและกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ

 

การทำ QE ของธนาคารกลางจะแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ

1) การเข้าซื้อสินทรัพย์จากธนาคารและวานิชธนกิจโดยตรงเพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงิน ทำให้ธนาคารและวาณิชธนกิจไม่ต้องถือสินทรัพย์แต่มีเงินสดเพื่อขยายสินเชื่อให้คนไปลงทุนหมุนเวียนในระบบ นอกจากนี้การเข้าซื้อสินทรัพย์ระยะยาวเป็นจำนวนมากจะกดผลตอบแทนรวมถึงอัตราดอกเบี้ยลง เป็นผลให้ต้นทุนในการกู้ยืม (Cost of borrowing) ลดลง ฝั่งธุรกิจและผู้ประกอบการก็มีแรงจูงใจที่จะกู้เงินไปลงทุนมากขึ้น

 

2) ธนาคารกลางจะนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ในตลาดที่ต้องการดูแลโดยเฉพาะ เช่น การเข้าซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (Mortgage-Backed Security-MBS) เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในตลาด ทำให้การเทขายของนักลงทุนจะไม่กดให้ราคาต่ำลงอย่างรุนแรงจนทำให้โครงสร้างของตลาดเสียไป แต่การเข้าซื้อสินทรัพย์แบบนี้จะกดให้อัตราผลตอบแทนของตราสารอยู่ในระดับต่ำ เป็นการบิดผันตลาดให้นักลงทุนหันไปลงทุนกับสินทรัพย์ตัวอื่นทดแทนและทำให้ราคาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างอื่นปรับตัวสูงขึ้น ผู้คนมีความมั่งคั่งมากขึ้นเพื่อนำไปใช้จ่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

จะเห็นได้ว่าทั้งสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการ QE นี้ก็เพื่อส่งต่อมาตรการทางการเงินให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าและกลับมาเติบโตอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยทั้งสองจะวัดผลได้จากระดับอัตราเงินเฟ้อ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้การทำ QE ของหลายประเทศในช่วงหลังวิกฤตการเงินจะมีการตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อประกอบด้วยเสมอ (อ่านเพิ่มเติม เงินเฟ้อคืออะไร? )

15906578135754

พื้นฐานต่าง ประสบการณ์เดียว: ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาต่างก็เคยใช้ QE มาแล้วทั้งนั้น

ด้วยกลไกการส่งผ่านสภาพคล่องจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทำให้ QE กลายมาเป็นทางเลือกที่ประเทศหนึ่ง ๆ นำมาใช้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อคาดหวังการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ และไม่ใช่แค่อเมริกาเท่านั้นที่นำมาตรการนี้มาใช้ฉุดดึงเศรษฐกิจของประเทศขึ้นจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2008 แต่ยังมีประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเช่น ญี่ปุ่น และ ยุโรป ที่เคยนำมาตรการนี้มาใช้ด้วยเหมือนกัน


●   ญี่ปุ่น 2001-2006 ความพยายามออกจากทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decade)

ครึ่งหลังของการพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงครามโลก ญี่ปุ่นเกิดฟองสบู่ขึ้นในตลาดอสังหาและตลาดหุ้นทำให้เศรษฐกิจของประเทศช่วงทศวรรษที่ 1990 เติบโตต่ำเพียง 1.5% จนเกิดเป็นทศวรรษแห่งความสูญหาย ความซบเซาของเศรษฐกิจยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยการก่อการร้ายในปี 2000 จนเกิดเป็นสงครามอิรัก รัฐบาลญี่ปุ่นใช้มาตรการทางการเงินแทบจะหมดหน้าตักแล้ว แม้จะกดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ใกล้ 0 คนญี่ปุ่นก็ยังคงเก็บออมเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณและใช้จ่ายน้อยมาก อย่างที่มีนักเศรษฐศาสตร์ให้นิยามเหตุการณ์นี้ไว้ว่าเป็นการเกิดกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap)


ช่วงเดือนมีนาคม 2001 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จึงนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE มาใช้เป็นครั้งแรกด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากธนาคาพานิชย์ เป็นการกดดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดต่ำลง ทั้งยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคารเป็นจำนวนมาก ด้วยความคาดหวังให้เกิดเงินเฟ้อเพื่อหมุนวัฏจักรเศรษฐกิจให้เดินหน้าจนเกิดเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ BOJ กดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ใกล้ 0 ต่อเนื่องยาวนาน แต่ทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังทรงตัวอยู่ใกล้ 0 ไปจนตลอดจนถึงช่วงปลายปี 2005 การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเริ่มปรับตัวขึ้น โดยทั้งปีโตได้ 2.8% โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายโตได้ถึง 5.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตได้มากกว่ายุโรปและกลายเป็นว่าการบริโภคภายในประเทศกลายมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนั้นได้ และความพยายามในการกดอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0 ก็ได้ยุติลงในปี 2006 


●   อเมริกา 2008-2015 การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ (The Global Fiancial Cirsis)

หลังจากวิกฤตการเงินในปี 2008 ฉุดดึงเศรษฐกิจอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอย เศรษฐกิจเติบโตติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หลังสงครามโลก หากจะใช้นโยบายการคลังที่จะเข้าฟื้นฟูเศรษฐกิจก็อาศัยเวลา ด้านธนาคารกลางก็กดดอกเบี้ยนโยบายลงใกล้ 0 แล้วแต่ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยมาตรการขนาดใหญ่เพียงพอที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังจากวิกฤตการเงินให้กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE จึงถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ในบริบทใหม่คือในเศรษฐกิจอเมริกา


วิกฤตการเงินระดับโลกเริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ปี 2007 และปะทุออกมาในช่วงกลางปี 2008 ที่ความเสียหายในภาคการเงินที่เริ่มกระจายสู่ภาคเศรษฐกิจจริงผ่านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและราคาสินทรัพย์ ส่งผลให้จีดีพีทั้งปีของสหรัฐหดตัว -0.1% และอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นถึง 7.2% ช่วงเดือนพฤศจิกาของปีนั้นธนาคารกลางสหรัฐจึงเริ่มนำ QE มาใช้โดยประกาศเข้าซื้อ MBS และตั๋วเงินคลังระยะสั้นในวงเงิน 6 แสนล้านดอลลาร์เพื่อลด Risk Premium ในตลาดอสังหาและเติมสภาพคล่องให้กับระบบ แต่แม้จะใช้วงเงินอัดฉีดถึง 6 แสนล้านผลที่ออกมาคือตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องนัก ตลาดหุ้นที่เคยทำจุดสูงสุดของปี 2008 ไว้ที่ 13,136 ยังคงทำจุดต่ำสุดเรื่อยมาจนถึงต้นปี 2009 ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี -2.9% และตัวเลขการว่างงานยังคงทะยานขึ้นไม่หยุดจนไปพีคที่ 10% ในปี 2010 ในเดือนสิงหาคมปี 2010 ธนาคารกลางสหรัฐจึงกลับมาใช้การเพิ่มปริมาณเงินในระบบหรือ QE อีกครั้ง โดยใช้วงเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2-10 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลทุกช่วงอายุลดลงทันที แต่ดูเหมือนปริมาณเงินจะไม่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร เงินเฟ้อยังคงระดับต่ำและการว่างงานยังอยู่ในระดับสูง


ผ่านมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2010 เมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ดีเท่าที่คาดไว้ ธนาคารกลางสหรัฐจึงนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเข้ามาใช้อีกครั้งในระลอกที่ 2 อย่างที่มักเรียกกันว่า QE2 ด้วยวงเงิน 6 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2011


ช่วงระหว่างปี 2010-2012 ระดับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐยังทรงตัวที่ 1-2% แต่ระดับการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงราว 9-10% ในเดือนกันยายน 2013 การส่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงถูกนำออกมาใช้อีกครั้งในรูปแบบของ QE3 มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งนี้ใช้วงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในการเข้าซื้อ MBS และ FED ก็ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยลงใกล้เคียง 0 ไปจนตลอดปี 2015 


การใช้ QE ในครั้งนี้เป็นที่กล่าวถึงเป็นอย่างมากเพราะเฟดไม่ได้กำหนดเวลายุติมาตรการนี้ ซึ่งหมายถึงการซื้อพันธบัตรและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ไปเรื่อย ๆ และปรับเพิ่มตัวเลขขึ้นมาเป็น 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในภายหลัง ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เพียงแต่ในสหรัฐเท่านั้น แต่รวมถึงในประเทศอื่น ๆ ในโลกด้วย เนื่องจากการกดดอกเบี้ยในประเทศไว้ใกล้ 0 ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องแสวงหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น (Searching for yield) และเงินดอลลาร์กลายเป็นค่าเงินที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงและอ่อนค่าลงอย่างมีนัยยะ


มาตรการนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดเมื่อกลางปี 2013 ที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดในช่วงนั้นประกาศทำ QE tapering ปรับลดวงเงินทำ QE ลงจาก 8.5 เป็น 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และวางเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% และอัตราการว่างงานต่ำกว่า 6.5% เพื่อเป็น exit strategy ให้กับมาตรการนี้ และยุติการเข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อเดือนตุลาคม 2014 หลังจากที่เข้าซื้อสินทรัพย์ไปแล้วกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ


●   ญี่ปุ่น 2013-2014 ธนูสามดอกของอาเบะ  

วิกฤตการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2008 ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ญี่ปุ่น ในปี 2013 นายชินโสะ อาเบะ ได้ประกาศแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 ข้อ ที่เรียกกันว่า ธนู 3 ดอกของอาเบะ ได้แก่ การทำ QQE, การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐ, และการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ในบรรดามาตรการที่ประกาศออกมา การทำ QQE หรือ Quantitative and Qualitative Monetary Easing เป็นที่จับตามองของผู้คนทั่วโลก ด้วยมาตรการนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ได้เพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบปีละ 60-70 ล้านล้านเยน ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะ 7-40 ปี รวมถึงกองทุนรวมดัชนี-ETF และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Investment Trust (J-REIT) เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ต่ำ และตั้งเป้าหมายสร้างเงินเฟ้อให้ได้ 2% ภายใน 2 ปี และสิ่งที่ตามมาคือราคาสินทรัพย์เช่นหุ้นและอสังหาเกิดการปรับตัวขึ้นขนานใหญ่ และค่าเงินเยนกลับมาอ่อนตัวลงอีกครั้งด้วยจำนวนเม็ดเงินที่ใช้ใน QQE หากเทียบกับสหรัฐและอังกฤษแล้ว ญี่ปุ่นใช้วงเงินเยอะกว่าประเทศอื่นมาก คือถึงประมาณ 58% ของ GDP ทีเดียว 


●   ยุโรป 2015-2018

หลังวิกฤตการเงินระดับโลกในปี 2008 ยุโรปเป็นอีกกลุ่มประเทศที่ เจ็บหนัก จากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเชื่อมโยงกับภาคอสังหาในสหรัฐ ในช่วงมีนาคมของปี 2015 ECB (European Central Bank) ประกาศเข้าทำ QE ด้วยวงเงิน 3 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 4 ปี เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงหุ้นกู้และ ABS เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่ระดับเงินเฟ้อต่ำเข้าใกล้ 0 ที่จะหมุนระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ Debt Crisis 


การทำ QE ของยุโรปไม่ได้ทำให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากช่วงเวลาที่ปล่อยมาตรการนี้ เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่สหรัฐหยุดทำ QE พอดี แต่มาตรการนี้ก็ช่วยให้เศรษฐกิจยุโรปขยายตัวขึ้นได้ ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น และมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ


●   โควิด-19 2020 กับ Unlimited QE ของอเมริกา

2020 เป็นอีกปีหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง และว่ากันว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในคราวนี้จะรุนแรงที่สุดนับย้อนไปจนถึงเมื่อครั้งเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ (Great Depression) ในช่วงหลังสงครามโลกเลยทีเดียว และนับจนถึงตอนนี้มีการคาดการณ์กันว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐปีนี้จะพุ่งสูงกว่า 15% ทีเดียว และนี่เป็นอีกครั้งที่ธนาคารกลางสหรัฐรวมถึงธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศนำ QE ออกมาใช้อีกครั้ง


23 มีนาคม 2020 หลังจากที่รัฐบาลกลางสหรัฐออกมาประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหญ่ ธนาคารกลางสหรัฐเองก็ออกมาประกาศกาเรข้าทำ QE เพื่อป้องกันการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างไม่จำกัดจำนวน จากเดิมที่ตั้งวงเงินไว้ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ MBS เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับตลาด แต่ความเสียหายที่แท้จริงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดนี้จะเกิดขึ้นที่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) จากห่วงโซ่อุปทานช็อคและกำลังแรงงานที่ล้มป่วยจนทำให้การผลิตหยุดชะงัก ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 2008 ที่สาเหตุของวิกฤตเกิดขึ้นในภาคการเงิน เราจึงจำเป็นที่จะต้องติดตามว่าผลของมาตรการนี้จะช่วยเยียวยาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ (อ่านเพิ่มเติม เศรษฐกิจอเมริกาท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ) แต่ไม่ว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาผลของวิกฤตได้หรือไม่ก็แล้วแต่ ทว่าหลังจากการประกาศใช้ QE แบบไม่จำกัดจำนวนเช่นนี้เป็นผลทำให้ตลาดหุ้นหยุดการลงและรีบาวน์ขึ้นมาได้แทบจะในทันที


1590657946201

QE และผลลัพธ์ที่อาจไม่ได้คาดหวัง

QE เป็นมาตรการทางการเงินที่ไม่ปกตินัก เนื่องจากเป็นการบิดเบือนระบบการเงินปกติด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก ด้วยความคาดหวังที่จะชะลอความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ แต่มาตรการนี้ก็ยังคงมีข้อควรระวังในการใช้ เพราะมีผลข้างเคียงที่อาจไม่ได้คาดหวังพ่วงมาด้วย


1. ค่าเงินอ่อนค่า การอัดฉีดเงินเข้าระบบทำให้ปริมาณเงินมากขึ้น ค่าเงินอ่อนลง ต้นทุนในการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสูงขึ้น หากเป็นประเทศที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบจะทำให้ราคาสินค้าทั่วไปแพงขึ้น เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น


2. เกิดการแสวงหาผลตอบแทนในการลงทุนจนอาจเกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ทั่วโลก ด้วยสภาพคล่องจำนวนมากที่อัดฉีดเข้ามาในระบบทำให้เกิดการปล่อยกู้หรือลงทุนที่เสี่ยงสูงกว่าปกติ และด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้เกิด searching for yeild ผลที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคือราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกจนน่าเป็นห่วงถึงเรื่อง Asset Bubble มีการรายงานที่ดินปรับตัวสูงขึ้น ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ 


3. การเพิ่มปริมาณเงินในระบบอาจไม่ได้นำไปสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริง การทำ QE นำไปสู่การปรับตัวของสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งไม่ได้การันตีว่าความมั่งคั่งจะตกถึงมือคนรากหญ้าที่เป็นกลุ่มที่มีการเก็บออมน้อยและใช้จ่ายสูง นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แม้ธนาคารกลางจะอัดฉีดเงินเข้าระบบมาอย่างไร ก็ทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ช้ากว่าที่คาดไว้ 


4. ทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างกว่าที่เคย การสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือสินทรัพย์และการสะสมความมั่งคั่งของผู้ที่มีทุนรอนอยู่แล้วให้ยิ่งสะสมทุนมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้อัตราความเหลื่อมล้ำในโลกแย่ลง ซึ่งจะไปถ่วงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและซ้ำเติมความยากลำบากในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อไป


รับมือ QE ระลอกใหม่ นักลงทุนควรเตรียมตัวอย่างไร?

การทำ QE เป็นการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากผ่านธนาคารพานิชย์ ซึ่งมักมีผลหลัก ๆ ทำให้เกิดการขยายสินเชื่อและลงทุนเพิ่มมากขึ้น และโดยไม่คาดหมาย อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำก็มักทำให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่น เช่น ตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และค่าเงิน


จากรูปตลาดหุ้นอเมริกากับการทำ QE เราพอจะคาดเดาได้ว่าการพร้อมใจทำ QE ของธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศจะทำให้เม็ดเงินจำนวนหนึ่งไหลเข้าตลาดหุ้น แต่สภาพตลาดหุ้นในวันนี้แตกต่างจากเมื่อสิบปีก่อน เนื่องจากคราวนี้มาตรการ QE ถูกนำมาใช้ค่อนข้างเร็ว และตลาดหุ้นรวมถึงภาคธุรกิจยังคงประเมินความเสียหายของเศรษฐกิจได้ไม่ครบ การเข้าลงทุนในตลาดหุ้นในตอนนี้จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง และหาจังหวะในการเข้าให้เหมาะสม


15906580388124

สินทรัพย์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือค่าเงิน เนื่องจากการอัดฉีดปริมาณเงินเข้ามาในระบบเป็นจำนวนมากจะส่งผลให้เงินอ่อนค่าลงโดยเปรียบเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ นักลงทุนสามารถรับมือกับเหตุการณ์นี้ได้โดยการใช้เครื่องมือตราสารอนุพันธ์ เช่น CFD ในการขายสกุลเงินที่ทำ QE และมีแนวโน้มอ่อนค่า และ Long ค่าเงินที่มีความเสถียรกว่าเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุน


ค่าเงินที่อ่อนค่ามีผลกับราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำแพงขึ้นโดยเปรียบเทียบ (ต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อทองเท่าเดิม) เป็นผลให้ราคาทองคำดีดตัวสูงขึ้นเช่นที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์นี้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งการซื้อทองคำแท่ง การซื้อกองทุน โดยเฉพาะการใช้ CFD ที่มีความคล่องตัวที่สุดในบรรดาเครื่องมือทั้งหมด


CFD หรือ Contract for Difference เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความคล่องตัวกับนักลงทุนสูง ใช้เงินทุนจำนวนไม่มาก และเป็นเครื่องมือหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่ให้นักลงทุนทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง จึงเหมาะกับการใช้ลงทุนในทุกสถานการณ์ ไม่เว้นแม้แต่ช่วงวิกฤตโควิดและโอกาสในการทำ QE


ในที่นี่ขอเสนอโบรกเกอร์ CFD ที่ได้รับรางวัลหลายประการ-Mitrade  ได้แก่ โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่เติบโตเร็วสุดในออสเตรเลีย 2019,  แพลตฟอร์มเทรดบนมือถือที่ดีที่สุด 2019/2020  และอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และถือใบอนุญาตของ Australian Financial Services Licence (AFSL) 

16098169904659

▼ เทรดกับโบรกเกอร์ชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ ▼

ส่งท้าย

การทำ QE ของธนาคารกลางเป็นมาตรการที่ไม่ปกตินัก และส่งผลกระทบกับระบบการเงินทั่วโลก คราวนี้เราก็ได้มาดูกันแล้วว่า QE หรือ Quantitative Easing คืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร และเราควรเตรียมรับมือกับ QE ระลอกใหม่ที่คาดว่าจะใหญ่กว่าเดิมนี้อย่างไร อนาคตของระบบการเงินท่ามกลางวิกฤตโควิด 19 เป็นความท้าทายที่แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังคงคาดเดาผลลัพธ์ไม่ออก แต่การได้รับข้อมูลที่รอบด้านจะทำให้นักลงทุนสามารถพาพอร์ตให้รอดไปได้ พร้อมทำกำไรแม้ในภาวะวิกฤต ที่แน่นอนว่าคราวนี้ก็ต้องมีโอกาสแฝงอยู่เช่นกัน



��

ทำไมเทรดกับ MiTrade  

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ให้บริการ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ผ่านระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  MiTrade กวาดมาแล้วทั้ง 'รางวัลแพลตฟอร์มเทรดบนมือถือที่ดีที่สุด' จาก Forex Awards ในปี 2019, 'รางวัลโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่เติบโตเร็วสุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2019 / 2020 , 'รางวัลแอพพลิเคชั่นเทรดฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2020 และ 'รางวัลโบรกเกอร์ที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยม' จากเว็บไซต์ FxDailyInfo ในปี 2020


16028372378147

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เนื่องจาก MiTrade ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมของ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และถือ Australian Financial Services Licence (AFSL 398528) การซื้อขายและการจัดการต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของทาง ASIC(วิธีการตรวจโบรกเกอร์ CFD)

และเงินทุนของท่านจะถูกเก็บแยกไว้ในบัญชีประเภททรัสต์ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศออสเตรเลีย

15990177839570

   ระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบและเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ให้ใช้ฟรี เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมความเสียงในการเทรดได้มากขึ้น

   อำนวยเครื่องมือการเทรดต่างๆ ให้ใช้ฟรี เช่น อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค, ปฏิทินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

   แพลตฟอร์มการเทรดที่พัฒนาขึ้นมาเอง ใช้งานที่เรียบง่าย  เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่อย่างมาก

   เจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ

   เลเวอเรจสูง 

   เงินฝากขั้นต่ำ $50 ดอลล่าร์

   ขนาดซื้อขายขั้นต่ำ 0.01 ล็อต

   ค่าคอมมิชชั่น 0 และสเปรดต่ำ


เริ่มเทรดด้วยเพียง 3 ขั้นตอน

ยังมือใหม่? ไม่เป็นไร! MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


 เปิดบัญชีเทรดทดลอง >


*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา

 

เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

So Preciso
ประสบการณ์: - อดีตที่ปรึกษาทางการเงิน ความชำนาญเฉพาะการวิเคราะห์เชิงมหภาค วิเคราะห์อุตสาหกรรม และการวิเคราะห์เชิงเทคนิค - นักลงทุนที่คลุกคลีอยู่ในตลาดมานานกว่า 10 ปี
Mitrade Logo
มุมมองการลงทุน
อำนวยเนื้อหาคอลัมน์ที่มีคุณภาพสูงแก่นักลงทุนทั่วโลก

คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง: การซื้อขายอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมด การซื้อขายอนุพันธ์แบบ OTC อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน โปรดพิจารณาเอกสาร PDS, FSG, คำชี้แจงการเปิดเผยความเสี่ยงและข้อตกลงลูกค้าก่อนใช้บริการของเรา และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โปรดทราบว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีผลประโยชน์ใด ๆ ในสินทรัพย์อ้างอิง

ขยาย