เยี่ยมชม Mitradeเทรดกับ เว็บ Mitradeเทรดกับ แอพ Mitradeเทรดกับ แอพ Mitrade
สแกนเพื่อดาวน์โหลด
เกี่ยวกับเรา
Mitrade Logoมุมมองการลงทุน

S&P 500 คืออะไรและ S&P 500 ซื้อยังไง?

กอล์ฟ|10 พ.ย. 2564 10:02 น.
35220

S&P 500คืออะไร

S&P 500 เป็นดัชนีชี้วัดชั้นนำและเป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐานที่แพร่หลายที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ


บทความนี้จะพานักลงทุนทำความรู้จักกับดัชนีหุ้นสหัฐ S&P 500 รวมถึง S&P 500 คืออะไร, S&P 500 คำนวณอย่างไร, รายชื่อหุ้นใน S&P 500, S&P 500 และ Dow Jones แตกต่างกันอย่างไร, ทำใมต้องลงทุนใน S&P 500 และ S&P 500 ซื้อยังไงนะครับ

S&P 500 คืออะไร

S&P 500 คือ ดัชนีตลาดหุ้นที่ติดตามหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐจำนวน 500 แห่ง ซึ่งแสดงถึงผลประกอบการของตลาดหุ้นโดยการรายงานความเสี่ยงและผลตอบแทนของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดโดยรวมซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการลงทุนอื่น ๆ ทั้งหมด


S&P 500 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2500 โดย Standard & Poor S&P ย่อมาจาก Standard and Poor ซึ่งเป็นชื่อของบริษัทการเงินผู้ก่อตั้งสองแห่ง


ในฐานะดัชนีตลาดหุ้น ดัชนี S&P 500 ถือเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุด โดยติดตามบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจเหล่านี้จะต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NASDAQ, BATS หรือ Investors Exchange

 

การผสมผสานของอุตสาหกรรมที่ประกอบไปด้วยรายชื่อ S&P 500 มักสะท้อนถึงทิศทางทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลดัชนีปี 2560 เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลุ่มผู้นำที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา


แม้ว่าดัชนี Dow Jones จะเป็นดัชนีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่นักลงทุนมักจะมองไปที่ S&P 500 เมื่อต้องการประเมินว่าตลาดโดยรวมเป็นอย่างไร ดังนั้นดัชนีนี้จึงถือเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐ


ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่ 11.09% ต่อปี ณ วันที่ 14 มกราคม 2563 มีผลตอบแทนนับจากต้นปีถึงเวลาปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ 26.65%

S&P 500 ทำงานอย่างไร

S&P 500 ติดตามดัชนีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทต่างๆ มูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) คือมูลค่ารวมของหุ้นทั้งหมดที่บริษัทออกให้ ซึ่งคำนวณโดยการคูณจำนวนหุ้นที่ออกให้ด้วยราคาหุ้น บริษัทที่มีมูลค่าตลาดที่  100 พันล้านเหรียญสหรัฐจะได้รับฐานะการเป็นตัวแทน 10 เท่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีมูลค่าตลาดเท่ากับ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 อยู่ที่ 23.5 ล้านล้านเหรียญ โดยมีมูลค่าเป็น 80% ของมูลค่าของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

ทั้งนี้ดัชนีคิดมาจากการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของบริษัท โดยจะวัดเฉพาะหุ้นที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่นับรวมกลุ่มที่มีการควบคุม บริษัทอื่น หรือหน่วยงานของรัฐ

 

คณะกรรมการจะทำการคัดเลือกบริษัทในดัชนี 500 แต่ละแห่งโดยพิจารณาจากสภาพคล่อง ขนาด และชนิดของอุตสาหกรรม โดยมีการปรับสมดุลของดัชนีเป็นรายไตรมาสในเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม สำหรับบริษัทที่จะมีคุณสมบัติเป็นดัชนีได้นั้น บริษัทจะต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาและมีมูลค่าทางการตลาดอย่างน้อย 6.1 พันล้านเหรียญ และอย่างน้อย 50% ของหุ้นของบริษัทจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน ราคาหุ้นต้องมีมูลค่าอย่างน้อย 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น จะต้องยื่นรายงานประจำปี 10-K และอย่างน้อย 50% ของสินทรัพย์ถาวรและรายได้จะต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาและท้ายที่สุดจะต้องมีผลกำไรเป็นบวกอย่างน้อยสี่ไตรมาสติดต่อกัน

 

หุ้นจะต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก Investors Exchange, NASDAQ หรือ BATS ไม่สามารถทำการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายกันเองโดยตรง (over-the-counter) หรือทำการซื้อขายนอกตลาด (pink sheet) ได้

S&P 500 คำนวณอย่างไร

S&P 500 ใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market cap) โดยให้การจัดสรรเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าให้กับ บริษัท ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 

15984921251705

รายชื่อหุ้นใน S&P 500

รายชื่อหุ้นใน S&P 500 รวมไปถึง 500 หุ้นสามัญของบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ ของสหรัฐ บริษัทที่ติด 20 อันดับแรกใน S&P 500 ณ วันที่ 31 สิงหา 2020 ตามนี้


# ชื่อบริษัท

1 Apple Inc.

2 Microsoft Corporation

3 Amazon.com Inc.

4 Facebook Inc. Class A

5 Alphabet Inc. Class A

6 Alphabet Inc. Class C

7 Berkshire Hathaway Inc. Class B

8 Johnson & Johnson

9 Visa Inc. Class A

10 Procter & Gamble Company

11 NVIDIA Corporation

12 Home Depot Inc.

13 JPMorgan Chase & Co.

14 Mastercard Incorporated Class A

15 UnitedHealth Group Incorporated

16 Verizon Communications Inc.

17 Walt Disney Company

18 PayPal Holdings Inc

19 Adobe Inc.

20 Pfizer Inc.


รายละเอียดของรายชื่อองค์ประกอบของ S&P 500 สามารถเช็คได้ที่นี่


การปรับโฉมหน้าของอุตสาหกรรม S&P 500 สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจ อ้างอิงจากดัชนี S&P ดาวโจนส์ ณ วันที่ 14 มกราคม 2563 โดยมีการแบ่งกลุ่ม S&P 500 ดังนี้คือ

 

เทคโนโลยีสารสนเทศ

23.2%

บริการด้านสุขภาพ14.2%
การเงิน13%
บริการการสื่อสาร10.4%
สินค้าอุปโภคบริโภคชนิดฟุ่มเฟือย9.8%
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม9.1%
สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น7.2%
พลังงาน4.3%
สาธารณูปโภค3.3%
อสังหาริมทรัพย์2.9%
วัสดุก่อสร้าง2.7%



S&P 500 และ Dow Jones แตกต่างกันอย่างไร

DJIA หรือ Dow Jones เป็นดัชนีตลาดหุ้นอีกตัวหนึ่งที่มีบริษัทขนาดใหญ่ ข้อแตกต่างที่สำคัญของ S&P 500 และ Dow Jones มีดังนี้


·  Dow Jones ประกอบด้วยบริษัทเพียง 30 แห่งซึ่งแต่ละบริษัทถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

·  Dow Jones จะถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้นของแต่ละบริษัท ไม่ใช่ตามมูลค่าราคาตลาดซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงกว่าจะได้รับน้ำหนักมากกว่า ดัชนีคำนวณโดยการบวกราคาหุ้นของทั้ง 30 บริษัท ปรับน้ำหนักแล้วหารด้วยค่าคงที่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเรียกว่า Dow Divisor

ทำใมต้องลงทุนใน S&P 500

ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire ในเดือนพฤษภาคม 2551 ผู้ถือหุ้นถามว่า:


"คุณบัฟเฟตต์และมิสเตอร์มังเกอร์ (หุ้นส่วนของบัฟเฟตต์) หากคุณอายุเพียง 30 ปีและไม่มีทรัพยากรทางการเงินอื่น ๆ ที่คุณสามารถพึ่งพาก็คืองานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพและคุณไม่สามารถลงทุนได้ทุกวัน สมมติว่าคุณมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในหนึ่งปีครึ่งต่อำป งั้นหนึ่งล้านแรกของคุณจะลงทุนอย่างไร โปรดบอกประเภทสินทรัพย์และอัตราส่วนการจัดสรรที่เฉพาะเจาะจง”


บัฟเฟตต์ตอบว่า "ผมจะลงทุนเงินทั้งหมดของผม ในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่ติดตามดัชนี S&P 500 จากนั้นก็พยายามทำงานต่อไป"


16045710854266

ภาพนี้คือกราฟแนวโน้มของดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯซึ่งประสบกับภาวะฟองสบู่ทางอินเทอร์เน็ตในปี 2543 การโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 วิกฤติทางการเงินในปี 2551 วิกฤตหนี้ในยุโรปในปี 2555 ตลาดหุ้นจีนพังในปี 2558 สงครามการค้าระหว่างจีน - สหรัฐฯในปี 2561 และไวรัสโคโรน่าล่าสุดนี้ ดัชนี S&P 500 ก็ยังคงอยู่ระดับสูง


16045712007837

และเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อตลาดทางการเงินล่าสุดนี้ก็คงเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ พ.ศ. 2563 ตอนนี้ทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกกำลังรอผลอยู่ ดูจากภาพกราฟด้านบน ตอนนี้ S&P 500 ไป uptrend เรื่อยๆ 


16045730594570

และจาก ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม ของ S&P 500 ก็เห็นได้เลยว่าความเชื่อมั่นในการซื้อ S&P 500 คือ 100 % เลย


บอกได้เลยว่า ม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีก็ดี ดัชนี S&P 500 ก็มีความคาดหวังที่จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นโอกาสการเทรดที่ดีมากโดยเฉพาะเทรดเดอร์ที่ชื่นชอบรูปแบบการเก็งกำไรในระยะสั้น


เทรด S&P 500 เดี๋ยวนี้ >>>      

ลงทุน S&P 500 ยังไง?

นักลงทุนสามารถซื้อ S&P 500 Index ยังไงเพื่อทำกำไรได้? คุณอาจจะคิดว่าจะซื้อหุ้น 500 ตัวตามรายชื่อ แต่มันจะยุ่งยากไปหน่อยไหม แถมการจัดการหหุ้น 500 ตัวก็ต้องใช้เวลามาก ดังนั้น มันคงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม แต่เราสามารถซื้อกองทุนหรือตราสารอนุพันธ์ที่ใช้ NASDAQ 100 Index เป็นดัชนีอ้างอิง เช่นกองทุน SCBS&P500, ตราสารอนุพันธ์ S&P 500 Index Futures หรือ S&P 500 CFD 


กองทุน S&P 500 จะเหมาะกับนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนแบบยะระยาว และS&P 500 Index Futures เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมากและมีความรู้ในตลาดการเงินอย่างมาก สำหรับนักลงทุนที่แสวงหาวิธีการลงทุนที่ง่ายกว่า มีเงินทุนน้อยแต่ต้องการเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวจาก S&P 500 Index ในระยะสั้น ผมขอแนะนำเทรด S&P 500 Index ผ่าน CFD นะครับ


�CFD คืออะไร?

CFD ย่อมาจาก Contract of Difference ภาษาไทยเรียกว่า สัญญาซื้อขายส่วนต่าง เป็นตราสารอนุพันธ์เสนอความได้เปรียบด้านอัตราทด (Leverage) ให้กับเทรดเดอร์ ทำให้เทรดเดอร์สามารถวางเงินเพียงจำนวนหนึ่งแต่ก็ยังจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับการซื้อขายสินค้านั้นจริง ๆ และนับเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความคล่องตัวสูง เพราะเทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องถือครองสินค้าแต่เป็นสัญญาที่ทำการซื้อขายได้ทันทีเพียงส่งคำสั่งซื้อขาย โดยนักลงทุนสามารถถือสถานะซื้อ (คาดเดาว่าราคาจะขึ้น) หรือสถานะขาย (คาดเดาว่าราคาจะลดลง) ถือเป็นรูปแบบการลงทุนระยะสั้นเนื่องจากเทรดภายในกรอบเวลาที่สั้นลง  


�ข้อดีของ CFD 

สรุปคือการเทรด S&P 500 ผ่าน CFD ทำให้เทรดเดอร์มีความได้เปรียบกว่าเครื่องมืออื่น ๆ หลายอย่างดังนี้


1.       เพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้

การเทรด CFD คือการทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ทำให้เทรดเดอร์สร้างผลกำไรได้ทั้งราคาสินค้าที่เป็นขาขึ้นและขาลง โดยเลือกการเปิดสถานะซื้อ เมื่อคาดว่าราคาเป็นขาขึ้น และทำกำไรจากการซื้อถูกขายแพง ขณะที่หากมองว่าราคาเป็นขาลงก็เปิดสถานะขาย เพื่อทำกำไรจากการขายแพงไปก่อนแล้วค่อยซื้อกลับในราคาถูก


เปิดคำสั่งซื้อหรือขาย

2.       อาศัยอัตราทดเพิ่มสัดส่วนของผลกำไร 

ถึงแม้เทรดเดอร์จะใช้เงินทุนจำนวนน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสทำกำไรจะน้อยลงไปด้วย เพราะเครื่องมืออย่าง CFD มีจุดเด่นที่การใช้อัตราทดทำให้เทรดเดอร์สร้างผลกำไรได้ไม่ต่างจากการซื้อขายสินค้าจริง


Advertisement

3.       มีช่วงเวลาซื้อขายยืดหยุ่น 

ดัชนีหุ้น CFD มีการซื้อขายแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ CFD เป็นอีกเครื่องมือตัวหนึ่งที่เปิดให้เทรดเดอร์ทำการซื้อขายสินค้าตัวนี้ได้ตลอดเวลาตามการซื้อขายในตลาดโลกโดยที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเทรดเดอร์ด้วยเวลาการเทรดที่ยืดหยุ่น


�ข้อเสียของ CFD 

การลงุทนทุกรูปแบบย่อมมีข้อดีและข้อเสีย การเทรด CFD ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ อัตราทด (Leverage) ที่เป็นจุดเด่นของเครื่องมือนี้เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง คือสามารถช่วยเพิ่มขยายผลกำไรเช่นเดียวกันกับผลขาดทุน ดังนั้น นักลงทุนควรบริหารความเสี่ยงให้ดีๆ เช่น หลีกเลี่ยงใช้เลเวอเรจสูงเกิน, ใช้เครื่องมือจัดความเสี่ยงต่างๆ อาทิ stop loss / trailing stop และ เลือกโบรกเกอร์ที่อำนวยระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบ(จะทำให้ยอดคงเหลือของคุณไม่มีวันจะติดลบได้) เป็นต้น


�เทรด CFD กับโบรกเกอร์ไหนดี?

ปัจจุบันมีโบรกเกอร์ CFD มากมายในตลาดให้เลือกใช้ แต่เทรดเดอร์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเงินทุน ความสะดวก และต้นทุนการเทรดก่อนตัดสินใจเลือกโบรเกอร์สักโบรกหนึ่งมาเป็นพาร์ทเนอร์ด้วย หลักเกณ์ในการเลือกโบรกเกอร์ CFD มีดังนี้


●  ความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ CFD เป็นหลักการแรกในการเลือกโบรกเกอร์ เงินทุนของคุณจะได้ฝากถอนปกติและไม่ต้องกังวลเรื่องโดนโกง หรือโบรกเกอร์หนี


●  ค่าคอมมิชชั่น&สเปรด สองอย่างนี้เป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการเทรดและนักลงทุนไม่ควรมองข้ามเลย เพราะถึงจะเป็นจำนวนเล็กน้อยแต่การซื้อขายหลายครั้งจะทำให้จำนวนน้อย ๆ นี้กลายเป็นต้นทุนที่มากขึ้นได้


●  อินเตอร์เฟซ  อินเตอร์เฟซที่เข้าถึงง่าย ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนจะทำให้กระบวนการเทรดรวดเร็วและราบรื่นมากขึ้น


●  เครื่องมือต่างๆ  โบรกเกอร์ที่ดีจะอำนวยเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยเทรดหรือเครื่องมือจัดความเสี่ยง เช่น กราฟแบบเรียลไทม์ เครื่องมือจัดความเสี่ยงต่าง อาทิ stop loss / trailing stop และระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบให้ใช้ฟรี 


●  บริการลูกค้า เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่การเทรดทุกอย่างจะราบรื่นไปได้ตลอด การบริการลูกค้าหรือช่วงเวลาให้บริการจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะสามารถบริการลูกค้าได้ทันท่วงที และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องดูเช่นกัน


●  บัญชีเทรดทดลอง บางโบรกจะมีบัญชีให้ทดลองเทรดเพื่อให้นักลงทุนคุ้นเคยตลาด CFD และฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่ต้องวางเงินจริง ซึ่งอันนี้สำคัญมากต่อนักลงทุนมือใหม่


●  โปรโมชั่น นักลงทุนควรศึกษาโปรโมชั่นโดยเฉพาะโปรโมชั่นสำหรับผู้เปิดบัญชีใหม่และโปรโมชั่นฝากเงิน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่ควรได้ไป


ซึ่งเราพร้อมที่จะเสนอโบรกเกอร์ CFD สัญชาติออสเตรเลีย - MiTrade ให้กับนักลงทุนทุกท่านแล้ว!!

ทำไมถึงเทรดกับ MiTrade  


MiTrade MiTrade เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจาก MiTrade ได้รับการกำกับดูแลจากหลายหน่วยงานที่มีอำนาจ รวมถึง หน่วยงานด้านการเงินของเกาะเคย์แมน (CIMA) ด้วยใบอนุญาต SIB เลขที่ 1612446 (เรียนรู้วิธการตรวจสอบ) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนของออสเตรเลีย (ASIC) ด้วยใบอนุญาต AFSL เลขที่ 398528 (เรียนรู้วิธีการตรวจสอบ หรือ คลิกที่นี่) ทำให้การทำธุรกรรมและการดำเนินงานต้องเป็นไปตามข้อบังคับ

16257099404680

เงินทุนของลูกค้าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีทรัสต์แยกต่างหากจากบัญชีบริษัท หากในกรณีที่ MiTrade ล้มละลาย เงินทุนลูกค้าก็ยังคงถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและถูกส่งกลับคืนได้ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเงินทุน

ฟรีเครื่องมือการเทรดต่างๆ เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม, การคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญปฏิทินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

ฟรีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่าง ๆและระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบ

แพลตฟอร์มการเทรดที่ใช้งานเรียบง่ายเป็นมิตรกับมือใหม่

เจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการ

เทรดด้วยเลเวอเรจสูง 

เงินฝากขั้นต่ำ $50 ดอลล่าร์

ขนาดซื้อขายขั้นต่ำ 0.01 ล็อต

ค่าคอมมิชชั่น 0 และสเปรดต่ำ


16257100623619

ยังมือใหม่? ไม่เป็นไร! MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 ดอลล่าร์ เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรด CFD โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


16256493269730

*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา โปรดทราบว่าท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์


เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

กอล์ฟ
ทำการลงทุนในตลาดการเงินมานานกว่า 7 ปี รวมถึงตลาด Forex หุ้นและทองคำเป็นต้น ความชำนาญเฉพาะการวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานด้วย
Mitrade Logo
มุมมองการลงทุน
อำนวยเนื้อหาคอลัมน์ที่มีคุณภาพสูงแก่นักลงทุนทั่วโลก

คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง: การซื้อขายอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมด การซื้อขายอนุพันธ์แบบ OTC อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน โปรดพิจารณาเอกสาร PDS, FSG, คำชี้แจงการเปิดเผยความเสี่ยงและข้อตกลงลูกค้าก่อนใช้บริการของเรา และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โปรดทราบว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีผลประโยชน์ใด ๆ ในสินทรัพย์อ้างอิง

ขยาย
Mitrade-ทำให้การเทรดง่ายขึ้นเข้า APP Store